วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข้าว...ทำขวัญข้าว...พิธีกรรมแห่งศรัทธา


ข้าว  เป็นอาหารหลักของคนไทย  มีคุณค่าทางโภชนาการสูง  และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ  ที่ทำรายได้เข้าประเทศเป็นมูลค่ามาก  คนเอเชียประมาณ  ๓,๐๐๐  ล้านคนบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก  ประเทศไทย  อยู่ในเขตมรสุม  มีอากาศร้อนและความชื้นสูง  ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะต่อการเพาะปลูกข้าว  โดยจะปลูกเป็นข้าวนาปี  และข้าวนาปรัง  เราสามารถจำแนกประเภทของข้าวได้    ชนิด  คือ  ข้าวเจ้า  และข้าวเหนียว  ซึ่งข้าวเจ้าจะมีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ใน  ภาคเหนือ  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และภาคกลาง  ส่วนข้าวเหนียวจะปลูกแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 

                    ในความเชื่อของชาวนาไทย  ข้าว  เป็นสิ่งที่มีบุญคุณ  มีจิตวิญญาณ  มีเทพธิดาชื่อว่า  แม่โพสพ  หรือ  พระแม่ศรีโพสพนพเกล้า   ประจำอยูและเป็นผู้ที่คุ้มครองดูแลต้นข้าวในแปลงนา  จึงเกิดพิธีกรรม  การบูชาแม่โพสพ  และ  รับขวัญข้าว   ซึ่งเป็นพิธีกรรมหนึ่งที่ชาวนาไทยถือปฏิบัติคู่กับการทำนา  มาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล  ตามพุทธประวัติ  ทั้งนี้เพราะ   การทำพิธีบูชาแม่โพสพ  นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแล้ว  ยังก่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า  ข้าวในนาจะมีความอุดมสมบูรณ์  ปราศจากภัยธรรมชาติและสัตว์ร้ายที่จะมาทำลายข้าวกล้าในนา  ตลอดจนส่งผลให้มีความอิ่มหนำสำราญ  และความสุขตลอดทั้งปี การบูชาแม่โพสพ  หรือ  รับขวัญข้าว  จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละภาคของประเทศ  พอจะสรุปคร่าว ๆ ได้ดังนี้
tk001

            ในภาคเหนือ  พิธีทำขวัญข้าว จะกระทำภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าวในนาประมาณ  ๓-๗  วัน ในเดือน   ๑๑  โดยชาวล้านนามีความเชื่อว่าข้าวมีชีวิต  เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วขวัญของข้าวยังคงอยู่ที่นาเดิม  จึงต้องมีพิธีกรรมเรียกขวัญข้าวไปไว้ในยุ้งฉาง  เพื่อสร้างความอุ่นใจทำให้เก็บข้าวไว้ได้นาน  และกินได้ตลอดทั้งปี  มีการจัดขบวนแห่  ประกอบด้วย  ขันดอกไม้  กระบุงเครื่องบูชา  เครื่องสักการะ  แม่โพสพ  เพื่อเดินทางไปยังหอผีที่จัดไว้  มีการฟ้อนอัญเชิญขวัญข้าว  เมื่อเสร็จพิธีรับขวัญข้าวก็จะอัญเชิญขันดอกไม้บูชาสู่หลองข้าว  (ยุ้งฉางที่เก็บข้าว)
                     ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวสองในสามของประเทศ  ชาวนาจะทำพิธีบวง สรวงเพื่อแสดงความเคารพ  ระลึกถึงบุญคุณ  ของแม่โพสพตลอดช่วงของการเพาะปลูก  โดยมีประเพณีบุญทำขวัญพระแม่โพสพในวันขึ้น    ค่ำ  เดือน    ของทุกปีก่อนฤดูทำนาจะเริ่มขึ้น  เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อพระแม่โพสพและให้การทำนาเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลผลิตดีตลอดทั้งปี
                ส่วนความเชื่อเรื่อง  การทำขวัญข้าว  ของคนภาคกลาง การบูชาพระแม่โพสพจะทำในช่วง  ๑๕  ค่ำเดือน  ๑๑  หลังออกพรรษา  ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวตั้งท้อง  หรือ  ที่ชาวนาเรียกว่า  แม่โพสพกำลังตั้งท้อง จะต้องทำพิธีรับขวัญซึ่งจะใช้ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเช่น  ส้มโอ  ส้มเขียวหวาน  มะพร้าวอ่อน  กล้วย  อ้อย  มะม่วง  ถั่วและงา  การที่ไม่ใช้  อาหารคาว-หวาน  ข้าว  ขนม  หรือ  หมู  เห็ด  เป็ด  ไก่  ก็เพราะพระแม่โพสพย่อมไม่กินตัวเอง  แต่จะอุทิศตัวเองเพื่อให้คนอื่นกิน  ที่สำคัญ  การรับขวัญข้าวตั้งท้อง  จะใช้ผู้หญิงไปรับขวัญข้าวเท่านั้น  นอกจากนี้ยังมีข้าวของเครื่องใช้เช่น  กระจก  หวี  แปรง  น้ำหอม  ธูป  เทียน  ไม้ขีด  ธงคาถาพัน  มีนัยว่า  เพื่อป้องกันศัตรูที่จะมาทำลายพืชผล  แล้วเอาของทั้งหมดใส่ชะลอมหรือเฉลวที่ทำจากไม้ไผ่  ผูกด้วยด้ายสีแดงและขาว  ไปรับขวัญข้าวที่มุมนาและทำพิธีสวดรับขวัญข้าว  

                                สำหรับภาคใต้นั้น  พิธีกรรมนี้เกิดจากความเชื่อที่ว่า  ข้าวมีเทพเจ้า  จะต้องมีการทำขวัญข้าวให้ถูกต้องเพื่อข้าวในนาจะได้ปริมาณมาก    ในสมัยก่อนการทำพิธี  หมอทำขวัญจะต้องเตรียมเครื่องยา  ๓๐  ชนิด   แต่ปัจจุบันใช้เพียง    ชนิด  คือ  ชุมเห็ด  พรมคด  ไม้กำ  พร้อมด้วยบายศรีและของคาวหวานจัดใส่สำรับ  เอาเสื่อปูบนกองข้าว  แล้วจึงวางสำรับลงบนเสื่อจากนั้นหมอทำขวัญก็จะเริ่มทำพิธีรับขวัญข้าว
                             จะเห็นได้ว่า  ข้าว  มีความผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน  ชาวนาผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ กว่าร้อยละ  ๘๐  มีอายุเกินกว่า  ๕๐  ปี  และลูกหลานไม่นิยมสืบทอดอาชีพทำนา  ประกอบกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำและหนี้สิน  คาดว่าในอีก  ๒๐ ปีข้างหน้า  ประชากรอาจ  ๘๐  ล้านคน  หากระดับชีวิตของเกษตรกรไทยยังไม่ดีขึ้น  ข้าวอาจไม่เพียงพอต่อการบริโภค  เนื่องจากคนไทยหันไปประกอบอาชีพอื่นที่มีความมั่นคงกว่าการทำนา  จนอาจเป็นเพียงตำนานเล่าขานของ  ข้าว  ที่บอกเล่าทั้งประเพณี  วัฒนธรรมของรากเหง้าแห่งภูมิปัญญา  ตลอดจน วิถีชีวิต  และจิตวิญญาณของคนไทยและชาติไทย

 
ที่มา
๑. ฐานข้อมูล  ประเพณีและวัฒนธรรม  สำนักวิทยบริการ  รวบรวมโดย  นายสุภาพ  แคโอชา

๒. น.ส.พ.มติชน  วันที่    กันยายน  ๒๕๔๗  หน้า  ๑๘  (ภาพประกอบ) 

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม


             มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หมายถึง การปฏิบัติ การแสดงออก ความรู้ ทักษะ ตลอดจนเครื่องมือ วัตถุ สิ่งประดิษฐ์ และพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งชุมชน กลุ่มชน และในบางกรณีปัจเจกบุคคล ยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมซึ่งถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งนี้ เป็นสิ่งซึ่งชุมชนและกลุ่มชนสร้างขึ้นใหม่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของตน เป็นปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาที่มีต่อธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ของตน และทำให้คนเหล่านั้นเกิดความรู้สึกมีอัตลักษณ์ และความต่อเนื่อง ดังนั้น จึงก่อให้เกิดความเคารพต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์
 
 1. วัตถุประสงค์
1.1 เพื่อบันทึกประวัติความเป็นมา ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
1.2 เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่อยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย
1.3 เพื่อเสริมสร้างบทบาทสำคัญ และความภาคภูมิใจของชุมชน กลุ่มคน หรือบุคคล ที่เป็นผู้ถือครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
1.4 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสิทธิชุมชนในการอนุรักษ์ สืบสาน ฟื้นฟู และปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติ
1.5 เพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก
2. สาขาของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 
2.1 ศิลปะการแสดง หมายถึง การแสดงดนตรี รำ-เต้น และละครที่แสดงเป็นเรื่องราว ทั้งที่เป็นการแสดงตามขนบธรรมเนียมแบบแผน มีการประยุกต์เปลี่ยนแปลง และ/หรือ การแสดงร่วมสมัยการแสดงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการแสดงสดต่อหน้าผู้ชม และมีจุดมุ่งหมายเพื่อความงาม ความบันเทิงและ/หรือเป็นงานแสดงที่ก่อให้เกิดการคิด วิพากษ์ นำสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงสังคม
2.2 งานช่างฝีมือดั้งเดิม หมายถึง ภูมิปัญญา ทักษะฝีมือช่าง การเลือกใช้วัสดุ และกลวิธีการสร้างสรรค์ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ สะท้อนพัฒนาการทางสังคม และวัฒนธรรมของกลุ่มชน
2.3 วรรณกรรมพื้นบ้าน หมายถึง วรรณกรรมที่ถ่ายทอดอยู่ในวิถีชีวิตชาวบ้าน โดยครอบคลุมวรรณกรรมที่ถ่ายทอดโดยวิธีการบอกเล่า และที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
2.4 กีฬาภูมิปัญญาไทย หมายถึง การเล่น กีฬาและศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ที่มีการปฏิบัติกันอยู่ในประเทศไทยและมีเอกลักษณ์สะท้อนวิถีไทย แบ่งออกเป็น๓ ประเภท คือการเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว
2.5 แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล หมายถึง การประพฤติปฏิบัติในแนวทางเดียวกันของคนในชุมชนที่สืบทอดต่อกันมาบนหนทางของมงคลวิถี นำไปสู่สังคมแห่งสันติสุขแสดงให้เห็นอัตลักษณ์ของชุมชนและชาติพันธุ์นั้นๆ
2.6 ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล หมายถึง องค์ความรู้ วิธีการ ทักษะ ความเชื่อ แนวปฏิบัติและการแสดงออกที่พัฒนาขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ
2.7 ภาษา หมายถึง เครื่องมือที่ใช้สื่อสารในวิถีการดำรงชีวิตของชนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งสะท้อน  โลกทัศน์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชน ทั้งเสียงพูด ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเสียงพูด
3. เกณฑ์การพิจารณาเสนอรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อประกาศขึ้นทะเบียนของชาติ
3.1 เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในสาขาศิลปะการแสดง สาขางานช่างฝีมือดั้งเดิม สาขาวรรณกรรมพื้นบ้าน สาขากีฬาภูมิปัญญาไทย สาขาแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล สาขาความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล และสาขาภาษา
3.2 มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทางด้านประวัติศาสตร์และด้านวัฒนธรรม และมีคุณลักษณะบ่งบอกความเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นหรือของประเทศชาติ
3.3 มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วิชาการ ศิลปะ คุณค่าทางจิตใจ คุณค่าเชิงสร้างสรรค์ หรือผลงานควรค่าแก่การรักษาไว้
3.4 มีการบันทึกหลักฐานหรือสามารถอ้างอิง/สืบค้นองค์ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของวัฒนธรรม
3.5มีความจำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้มิให้เกิดการสูญหายหรือนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม
 ที่มา

อาหารอาเซียน เมนูเด็ดของ 10 อาหารประจําชาติอาเซียน




    การก่อตั้งอาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีประเทศสมาชิก คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา นอกจากเป็นการรวมตัวกันเพื่อช่วยพัฒนาประเทศในภูมิภาคเดียวกันแล้ว ยังก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของอาหารการกิน  เนื่อง จากแถบอาเซียนมีทรัพยากรค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้มีเมนูอาหารที่น่ารับประทาน และมีประโยชน์ต่อสุขภาพให้เลือกมากมาย  ดังนั้นเพื่อไม่ให้พลาดกับอาหารรสเลิศของประเทศต่าง ๆ ทางกระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวม อาหารอาเซียน กับ 10 เมนูเด็ดของ 10 ประเทศอาเซียน ที่ห้ามพลาดมากฝากกัน ถ้าพร้อมแล้วเชิญชิม..เอ้ย..เชิญชมกันเลยจ้า
ต้มยำกุ้ง
1.ประเทศไทย     ต้มยำกุ้ง (Tom Yam Goong)  แค่เอ่ยชื่อก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ต้มยำกุ้งเป็นอาหารคาวที่เหมาะสำหรับรับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ กลิ่นหอมของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในต้มยำกุ้ง นอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่นแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเจริญอาหารได้เป็นอย่างดี และเนื่องจากต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่มีรสเปรี้ยว และเผ็ดเป็นหลัก ทำให้รับประทานแล้วไม่เลี่ยน จึงทำให้ต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมในทั่วทุกภาคของประเทศไทย รวมถึงชาวต่างชาติเองก็ติดอกติดใจในความอร่อยของต้มยำกุ้งเช่นเดียวกัน
อาม็อก - ประเทศกัมพูชา
2.ประเทศกัมพูชา
อาม็อก (Amok) เป็นอาหารคาวยอดนิยมของกัมพูชา มีลักษณะคล้ายห่อหมกของไทย โดยเป็นการนำเนื้อปลาสด ๆ ลวกพริกเครื่องแกง และกะทิ แล้วทำให้สุกโดยการนำไปนึ่ง ซึ่งนอกจากจะใช้เนื้อปลาแล้ว อาจเลือกใช้เนื้อไก่แทนก็ได้ ส่วนสาเหตุที่คนในประเทศกัมพูชานิยมรับประทานปลา เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของกัมพูชามีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ ทำให้ปลาเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่ายนั่นเอง
อัมบูยัต - ประเทศบรูไน
3.ประเทศบรูไน



อัมบูยัต (Ambuyat) เป็นอาหารยอดนิยมของบรูไน มีลักษณะเด่นอยู่ที่ตัวแป้งจะเหนียวข้นคล้ายข้าวต้ม หรือโจ๊ก โดยมีแป้งสาคูเป็นส่วนผสมหลัก ตัวแป้งอัมบูยัตเอง ไม่มีรสชาติ แต่ความอร่อยจะอยู่ที่การจิ้มกับซอสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงอีก 2-3 ชนิด เช่น ผักสด เนื้อห่อใบตองย่าง หรือเนื้อทอด  ทั้งนี้ การรับประทานอัมบูยัตให้ได้รสชาติ ต้องรับประทานตอนร้อน ๆ จึงจะดีที่สุด
หล่าเพ็ด - ประเทศพม่า
4.ประเทศพม่า
หล่าเพ็ด (Lahpet) เป็นอาหารยอดนิยมของพม่า โดยการนำใบชาหมักมาทานกับเครื่องเคียง เช่น กระเทียมเจียว ถั่วชนิดต่าง ๆ งาคั่ว กุ้งแห้ง ขิง มะพร้าวคั่ว เรียกได้ว่า มีลักษณะคล้ายคลึงกับเมี่ยงคำของประเทศไทย ซึ่งหล่าเพ็ดนี้ จะเป็นเมนูอาหารที่ขาดไม่ได้ในโอกาสพิเศษหรือเทศกาลสำคัญ ๆ ของประเทศพม่า โดยกล่าวกันว่า หากงานเลี้ยง หรืองานเฉลิมฉลองใด ไม่มีหล่าเพ็ด จะถือว่าการนั้นเป็นงานที่ขาดความสมบูรณ์ไปเลยทีเดียว
อโดโบ้ - ประเทศฟิลิปปินส์
5.ประเทศฟิลิปปินส์
อโดโบ้ (Adobo) เป็น อาหารยอดนิยมของประเทศฟิลิปปินส์ ทำจากเนื้อหมู หรือเนื้อไก่ ที่ผ่านการหมัก และปรุงรส โดยจะใส่น้ำส้มสายชู ซีอิ๊วขาว กระเทียมสับ ใบกระวาน พริกไทยดำ นำไปทำให้สุกโดยอบในเตาอบ หรือทอด แล้วนำมารับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ  ในอดีตอาหารจานนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักเดินทาง เนื่องจากส่วนผสมของอโดโบ้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เหมาะสำหรับพกไว้เป็นเสบียงอาหารระหว่างการเดินทาง ซึ่งปัจจุบันอโดโบ้ได้กลายเป็นอาหารยอดนิยมที่นำมารับประทานกันได้ทุกที่ทุก เวลา
ลักซา - ประเทศสิงคโปร์
6.ประเทศสิงคโปร์
ลักซา (Laksa) อาหารขึ้นชื่อของประเทศสิงคโปร์ ลักซามีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวต้มยำใส่กะทิ ทำให้รสชาติเข้มข้น คล้ายคลึงกับข้าวซอยของไทย โดยลักซาจะมีส่วนผสมของ กุ้งแห้ง พริก กุ้งต้ม และหอยแครง เหมาะสำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารทะเลเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ลักซามีทั้งแบบที่ใส่กะทิ และไม่ใส่กะทิ ทว่า แบบที่ใส่กะทิจะเป็นที่นิยมมากกว่าลักซา - ประเทศสิงคโปร์
กาโด กาโด - ประเทศอินโดนิเซีย
7.ประเทศอินโดนีเซีย
กาโด กาโด (Gado Gado) อาหารยอดนิยมของประเทศอินโดนีเซีย ประกอบไปด้วยผัก และธัญพืชหลากหลายชนิด  ทั้งแครอท มันฝรั่ง กะหล่ำปลี ถั่วงอก ถั่วเขียว นอกจากนี้ยังมีเต้าหู้ และไข่ต้มสุกด้วย กาโด กาโดจะนำมารับประทานกับซอสถั่วที่คล้ายกับซอสสะเต๊ะ อย่างไรก็ตาม ด้วยเครื่องสมุนไพรในซอส อาทิ รากผักชี หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ทำให้เมื่อรับประทานแล้วจะไม่รู้สึกเลี่ยนกะทิมากจนเกินไปนั่นเอง
สลัดหลวงพระบาง - ประเทศลาว

8. ประเทศลาว
สลัดหลวงพระบาง (Luang Prabang Salad) เป็นอาหารขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีรสชาติกลาง ๆ ทำให้รับประทานได้ทั้งชาวตะวันออก และตะวันตก โดยส่วนประกอบสำคัญคือ ผักน้ำ ซึ่งเป็นผักป่าที่ขึ้นตามริมธารน้ำไหล และยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น  มันแกว แตงกวา มะเขือเทศ ไข่ต้ม ผักกาดหอม และหมูสับลวกสุก ส่วนวิธีปรุงรสคือ ราดด้วยน้ำสลัดชนิดใส คลุกส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว และถั่วลิสงคั่ว
นาซิ เลอมัก - ประเทศมาเลเซีย
9.ประเทศมาเลเซีย
นาซิ เลอมัก (Nasi Lemak) อาหารยอดนิยมของประเทศมาเลเซีย โดยนาซิ เลอมัก จะเป็นข้าวหุงกับกะทิ และใบเตย ทานพร้อมเครื่องเคียง 4 อย่าง ได้แก่ ปลากะตักทอดกรอบ แตงกวาหั่น  ไข่ต้มสุก และถั่วอบ ซึ่งนาซิ เลอมักแบบดั้งเดิมจะห่อด้วยใบตอง และมักทานเป็นอาหารเช้า แต่ในปัจจุบัน กลายเป็นอาหารยอดนิยมที่ทานได้ทุกมื้อ และแพร่หลายในประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายแห่ง เช่น สิงคโปร์ และภาคใต้ของไทยด้วย
ปอเปี้ยะเวียดนาม - ประเทศเวียดนาม
10.ประเทศเวียดนาม
เปาะเปี๊ยะเวียดนาม  (Vietnamese Spring Rolls) ถือเป็นหนึ่งในอาหารพื้นเมืองที่โด่งดังที่สุดของประเทศเวียดนาม ความอร่อยของเปาะเปี๊ยะเวียดนาม อยู่ที่การนำแผ่นแป้งซึ่งทำจากข้าวจ้าวมาห่อไส้ ซึ่งอาจจะเป็นไก่ หมู กุ้ง หรือหมูยอ โดยนำมารวมกับผักสมุนไพรอีกหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ผักกาดหอม และนำมารับประทานคู่กับน้ำจิ้มหวาน โดยจะมีถั่วคั่ว แครอทซอย ไชเท้าซอย ให้เติมตามใจชอบ และบางครั้งอาจมีเครื่องเคียงอย่างอื่นเพิ่มด้วย                                                                           
นั่นแน่! ชักรู้สึกหิวขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะคะ นอกจากจะน่ารับประทานแล้ว เมนูเหล่านี้ยังมีคุณค่าทางโภชนาการ และเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพด้วย เพราะมีส่วนผสมของพืชผักสมุนไพรเป็นหลัก แถมยังมีโปรตีนจากเนื้อสัตว์อีกต่างหาก  ถ้าใครที่มีโอกาสได้ไปเยือนประเทศต่าง ๆ ในแถบอาเซียน ก็อย่าลืมแวะเวียนไปลิ้มลองเมนูเด็ดเหล่านี้กันนะจ๊ะ
ที่มา
กรมประชาสัมพันธ์ สำนักประชาสัมพันธ์ เขต 4
โดย วรรณนิษา แรงสาริกิจ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 



 
 
 

7 อาชีพ ที่จะทำได้อย่างเสรีทั่วทั้งอาเซียน


 
  
จากผลจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 9  ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ได้กำหนดให้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs) ด้าน คุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพ หรือแรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษของอาเซียนได้อย่างเสรี ด้านคุณสมบัติในสาขาอาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้าย นักวิชาชีพ แรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษได้อย่างเสรีข้อตกลงเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน ฝีมือไปทำงานในประเทศกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้อย่างเสรี ได้กำหนดครอบคลุม 7 อาชีพ และก็มีข่าวว่าอาจจะมีการเพิ่มจำนวนอาชีพขึ้นมาอีกในลำดับถัดไป สำหรับ 7อาชีพที่มีข้อตกลงกันแล้วให้สามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้อย่างเสรี ได้แก่·อาชีพวิศวกร(Engineering Services)

·อาชีพพยาบาล (Nursing Services)

·อาชีพสถาปนิก(Architectural Services)

·อาชีพการสำรวจ (Surveying Qualifications)

·อาชีพนักบัญชี (Accountancy Services)

·อาชีพทันตแพทย์ (Dental Practitioners)

·อาชีพแพทย์ (Medical Practitioners)

และการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีในกลุ่ม 7 อาชีพนั้น มีผลดีต่อไทยไม่น้อย เพราะในภาพรวม สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในไทยมีศักยภาพในด้านการผลิตบุคลากรในสายวิชาชีพทั้ง 7 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำให้ผู้จบการศึกษาในสายวิชาชีพทั้ง 7 ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอกมีตลาดงานที่เปิดกว้างมากขึ้น   จากเดิมที่ตลาดมีแค่การให้บริการประชาชน 63 ล้านคน เป็นตลาดของประชาชนร่วม 600 ล้านคนใน 10 ประเทศ อาเซียน นอกจากนั้น ประเทศเหล่านี้รวมทั้งไทยอยู่ในทิศทางที่กำลังเติบโตทางด้านเศรษฐกิจทั้ง สิ้น เร็วบ้าง ช้าบ้าง และโดยภาพรวมคุณภาพของผู้จบวิชาชีพทั้ง 7 ในไทยก็สูงอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศอาเซียน ทำให้โอกาสในการหางานมีสูง   ในขณะที่คนไทยสามารถไปทำงานในประเทศอาเซียนได้อย่างเสรีนั้น สภาวิชาชีพ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลมาตรฐานของอาชีพทั้ง 7 นั้น คงต้องมีการดำเนินการอย่างเข้มแข็งรัดกุมเป็นอย่างมาก เพื่อรักษามาตรฐานของผู้จบวิชาชีพในสาขาอาชีพนั้นๆ ในไทยให้คงเดิม หรือยกระดับให้สูงขึ้นไปอีก ป้องกันมิให้เกิดการอ่อนด้อยในเรื่องมาตรฐาน ขององค์กรในการผลิตคนบางแห่งที่อาจใช้โอกาสนี้เพิ่มรายได้ในการเร่งผลิตคนในวิชาชีพเหล่านั้นจำนวนมากเพื่อตอบสนองตลาดที่ใหญ่ขึ้น มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบทางลบโดยรวม        อีก ปัญหาที่อาจะตามมาอีกอย่างคือ บางวิชาชีพไทยเริ่มจะเข้าสู่วิกฤตการขาดแคลนอาจารย์ เช่น ทันตแพทย์ ถ้าแก้ปัญหาไม่ทันท่วงทีในเวลาอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า ไทยจะมีปัญหาเรื่องการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ในสายวิชาชีพทันตแพทย์อย่างแน่ นอน ขณะเดียวกัน ก็ต้องระวังดูแลในเรื่องมาตรฐานของคนจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่เข้ามาประกอบอาชีพทั้ง 7 อาชีพ ในไทยด้วยเช่นกัน เพราะอาจจะมีผู้มาจากประเทศอื่นที่มาประกอบอาชีพในไทยมีปัญหาความอ่อนด้อยใน เรื่องมาตรฐาน ซึ่งถ้าดูแลไม่รอบคอบรัดกุม อาจก่อเกิดผลกระทบกับสังคมไทยในทางลบ และอาจส่งผลต่อปัญหาการประกอบอาชีพของคนไทยเอง  แต่ อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม สังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ จำนวนคนในวัยทำงานกำลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มีข้อมูลว่าอีกประมาณสิบปีข้างหน้า สัดส่วนคนในวัยทำงานจะต่ำกว่าประชากรผู้สูงอายุมาก นี่จะทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือในกลุ่มอาชีพทั้ง 7 นั้น ผู้ที่จบจากสายวิชาชีพดังกล่าวจะประกันได้ว่าไม่น่าจะมีใครที่ตกงาน เพราะมีตลาดใหญ่มากรองรับทั้งในไทย และในประเทศอาเซียน    ข้อตกลงเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 7 อาชีพในปี 2015 (2558) แม้ จะเป็นโอกาสทองของคนไทยในสายวิชาชีพดังกล่าว แต่ก็มีจุดที่ต้องระวังอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ทั้งในด้านการที่คนของเราไปทำงานบ้านเขา และการที่คนบ้านเขามาทำงานในบ้านเรา เพราะถ้าการระวังไม่รัดกุม โอกาสทองนั้นอาจพลิกเป็นวิกฤต และมีผลกระทบรุนแรงต่อบางสายวิชาชีพได้
ที่มา

www..aectourismthai.com

www.volunteerconnex.com

 

 

 

 

 

 

 

AEC จุดเปลี่ยนประเทศไทยรอบ 2


                  รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ได้กล่าวในงานสัมมนา “AEC: จุดเปลี่ยนประเทศไทยว่า หลังสงครามเย็นสิ้นสุด 1989 เกิดจดเปลี่ยนไปทั่วโลก เพราะปัญหาเรื่องความมั่นคงจบไปแล้ว และการแข่งขันการค้าแบบจริงจังได้เริ่มขึ้น รัฐบาลไทยโดยคุณอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ได้เสนอกรอบข้อตกลง AFTA (ASEAN Free Trade Area) ขึ้นมา สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดหากปัญหาสงครามเย็นไม่ยุติลงไป      วิสัยทัศน์ประเทศไทยในปี 2000 เราก็ได้เห็นประเทศเวียดนามเข้ามาเป็นสมาชิกอาเซียน (Association of Southeast Asian Nations : ASEAN) และอาเซียนมองว่าต่อไปข้างหน้าจะกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community-AEC) แน่นอนจะเป็นเขตการค้าเสรีในภูมิภาครวมทั้ง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งนั่นเป็นเค้าลางของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะสมัยนั้นการซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศไทยยังเล็กอยู่ และต่อไปตลาดหุ้นก็จะรวมกันกลายเป็นตลาดเดียว แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงกับขั้นนั้น แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง                                                                                                                                                                          หนึ่ง ตลาดหุ้นเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงขยายตัวทุนนิยม                                                                                                      สอง ทุนนิยมโดยเอกชนจะขยายตัวเป็นดอกเห็ด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ                        สาม เกิดการเปิดประเทศอันเป็นผลมาจากทุนนิยมขยายตัวบริษัทเอกชนขยายตัวเป็นแรงกดดันให้การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น เกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้น และการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติม   มหาวิทยาลัยเปิดเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ดการแข่งขันทำให้ผู้ประกอบการล้มลุกคลุกคลานมีทั้งเปิดใหม่ มีทั้งปิดกิจการ ร้านค้าสะดวกซื้อเข้ามาในตลาด สินค้าในไทยจะถูกแทรกด้วยสินค้าจากต่างประเทศ สินค้าประเภทอาหาร พฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารในประเทศก็จะเปลี่ยนไป มีการรับประทานอาหารเวียดนามเพิ่มขึ้น อาหารอินเดียเพิ่มขึ้น รวมไปถึงต่อไปก็รับประทานอาหารแบบมาร์โคโปโล คือ อาหารผสมผสานสไตล์ท้องถิ่นที่มาร์โคโปโลเคยเดินทางไปผสมกับอาหารอิตาลี ขณะเดียวกันอาหารไทยก็ไปทั่วโลกได้เช่นเดียวกัน โลกเปลี่ยนอย่างไร การเปลี่ยนแปลงนั้นกระทบกับเราอย่างไร และจะรอดได้อย่างไร นี่คือกลยุทธ์ที่เราต้องศึกษา    จุดเปลี่ยนประเทศไทยรอบ 2 เกิดจาก AEC เพราะ AEC เป็นขบวนการรวมกลุ่มซึ่งหมายถึง 4 องค์ประกอบด้วยกัน คือ ขบวนการรวมกลุ่มเพื่อเปิดเสรีสินค้า เปิดเสรีบริการ เปิดเสรีเงินทุน และเปิดเสรีแรงงาน อย่างอื่นเป็นผลติดตามมา ยุโรปได้บรรลุความเป็นตลาดร่วมในปี 1992 เปิดเสรีทั้งสินค้า บริการ เงินทุน เพราะพัฒนามานานแล้ว เราจะเห็นว่าการรวมกันนั้นต้องเริ่มที่สินค้าก่อน คือ เขตการค้าเสรีโดยกำแพงภาษีเป็น 0% และโควตาเป็น 0% ต่อจากนั้นในระดับสอง สินค้ามาจากต่างประเทศต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกัน (สหภาพศุลกากร) และลำดับสาม คือ เงินทุนและแรงงาน   เราสังเกตได้ว่าเมื่อเริ่มต้นที่การเปิดเสรีการค้า ต่อมาก็คือการลงทุน คือเข้ามาตั้งโรงงานหรือตั้งบริษัททำธุรกิจ มีการเทกโอเวอร์กิจการกันอย่างแพร่หลาย เพื่อให้ธุรกิจหรือกิจการใหญ่ขึ้นแข็งแรงมากขึ้น เพราะต่อไปไม่ใช่ตลาดมีเพียง 60 ล้านคน แต่ตลาดใหญ่ขึ้นเป็นกว่า 600 ล้านคน และขยายไปถึงจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งตลาดยิ่งใหญ่มากขึ้นไปอีก เราจะเห็นดีล (Deal) ใหญ่ๆ เพิ่มมากขึ้นแน่นอน  มีข้อสังเกตว่าแม้ทุกวันนี้มีการร่วมเป็นประชาคมยุโรปตลาดเดียวก็ยังไม่จบ เพราะขบวนการด้านสินค้า บริการ เงินทุน และแรงงาน อาทิ บริการทางการเงินยังไม่จบ จบแต่ตัวสินค้าปัจจุบัน 6 ชาติสมาชิกอาเซียนเดิมเปิดเสรีการค้าต่อกันแล้ว (ยังมีข้อยกเว้นบางชนิดของสินค้า) ประมาณ 99.8% สำหรับลาว เวียดนาม กัมพูชาและพม่า กำแพงภาษีเหลือ 5% เท่านั้น และจะเหลือ 0% ในอีก 2 ปีข้างหน้า ด้านเปิดเสรีบริการและลงทุนนั้นคีย์สำคัญที่ต้องดำเนินการคือ กฎหมาย ซึ่งหมายถึงต้องแก้กฎหมายให้ต่างชาติเข้ามาถือครองหุ้นได้มากกว่าที่ดำเนินการอยู่ในวันนี้    เป้าหมายเมื่อรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจเดียวกันแล้ว สมาชิกอาเซียนสามารถถือครองหุ้นได้ 70% ได้แก่ ธุรกิจบริการ ไอที ท่องเที่ยว การบิน เฮลธ์แคร์ (4 รายการนี้ดำเนินได้แล้วในปัจจุบัน) และโลจิสติกส์ และ 7 การลงทุนซึ่งได้แก่ ด้าน เกษตร ยาง ออโตโมทีฟ เฟอร์นิเจอร์ การเงิน ประกันชีวิต ประกันวินาศภัย ซึ่งเชื่อว่าต่อไป จะถือหุ้นได้ถึง 100% ขณะที่ประเทศนอกกลุ่มถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ซึ่งหมายรวมถึงทั้งธุรกิจการเงิน ธุรกิจประกันชีวิต ธุรกิจประกันภัย ด้วยในท้ายที่สุดไม่ใช่เปิดลงทุนเฉพาะด้านอย่างที่เราได้ตกลงกันแล้วในขณะนี้ และจะไม่หยุดแค่เปิดเสรีลงทุนเพียงแค่นี้เท่านั้น จะต้องเปิดเพิ่มเสรีการลงทุนเพิ่มอีก AEC จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงลึก เป็นต้นว่าระบบภาษีที่ใช้กันอยู่ ต่อไปต้องใช้อัตราใกล้เคียงกันหรือเหมือนกันทั้งหมด และสำคัญที่สุดเรื่องมาตรฐานก็ต้องใช้ มาตรฐานแบบเดียวกันทั้งหมดนี่คือเรื่องราวที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป หรือสิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้น
ที่มา                                                                                                                                                                                                               รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ในงานสัมมนา “AEC: จุดเปลี่ยนประเทศไทย    

ประวัติความเป็นมาและการก่อตั้งประเทศมาเลเซีย


                 จากข้อมูลประวัติศาสตร์มาเลเซียได้รับอิทธิพลจากอินเดียและจีนศูนย์กลางแห่งอารยธรรมเก่าแก่ทั้งสองตั้งอยู่ทางตะวันตกและตะวันออก อิทธิพลนี้รุนแรงมากในบางยุคโดยเฉพาะอิทธิพลจากอินเดีย มาเลเซียได้รับอิทธิพลจากอินเดียมากในส่วนที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมสมัยต้นและศาสนาของตนอิทธิพลจีนจะน้อยกว่า ดังที่เราจะเห็นว่าอิทธิพลของจักรวรรดิจีนส่วนใหญ่มักจะไม่มีในทางตรงนอกจากนี้ที่ตั้งภูมิศาสตร์ก็เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อมาเลเซียในประวัติศาสตร์สมัยต้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ ที่มาเลเซียตั้งอยู่ระหว่างอินเดียและจีนเท่านั้นปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์อื่นๆยังช่วยเพิ่มพูนความสำคัญของที่ตั้งของมาเลเซียอีกด้วยต่างจากประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่อยู่ครึ่งทางระหว่างอินเดียและจีนแต่น้อยประเทศ ที่มีข้อได้เปรียบเป็นพิเศษแบบมาเลเซีย     มาเลเซียตะวันตกเป็นส่วนหนึ่งของคาบสมุทรที่ยื่นออกไปทางใต้จากผืนทวีปเอเชียและล้อมรอบด้วยทะเลเกือบหมด ถ้าต้องการแล่นเรือออกจากเมืองจีนไปยังอินเดียก็จะต้องแล่นเลียบฝั่งมาเลเซียทั้งทางตะวันออกและตะวันตก แต่ถ้าหากว่าไม่ต้องการแล่นเรือไปตลอดทางคาบสมุทรมลายูซึ่งแคบในตอนเหนือก็เป็นสถานที่ที่อำนวยความสะดวกที่สุดสำหรับการถ่ายเทสินค้าจากทะเลจีนไปยังมหาสมุทรอินเดีย คาบสมุทรมลายูและชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกเฉียงเหนือของบอร์เนียวก็มีบทบาทสำคัญในแผนการเดินทางทั้งนี้เพราะลมมรสุมเป็นปัจจัยสำคัญทั้งทางด้านภูมิศาสตร์และภูมิอากาศเนื่องจากมาเลเซียเป็นสถานที่ที่ลมมรสุมพัดมาบรรจบกันแต่ในสมัยที่มีการเดินเรือ ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งลมมรสุมเป็นลมที่พัดจากสองทิศทางตามเวลาต่างกันในรอบปีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดข้ามมหาสมุทรอินเดียจากเส้นศูนย์สูตรระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคมส่วนลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดจากฝั่งทะเลจีนและข้ามทะเลจีนระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือน เมษายน กล่าวได้ว่าลมมรสุมทั้งสองนี้จะมาบรรจบกันที่คาบสมุทรมลายูหรือโดยทั่วๆไปในบริเวณหมู่เกาะมาเลเซียเรือที่แล่นมาจากเมืองจีนก็จะแล่นลงมาทางใต้ตามลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือส่วนเรือที่มาจากอินเดียก็จะมาทางตะวันออกตามลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อลมมรสุมเปลี่ยนเรือก็สามารถเดินทางกลับได้ฉะนั้นคาบสมุทรมลายูและฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของบอร์เนียวจึงอยู่ในที่ตั้งที่ได้เปรียบในการอำนวยที่จอดพักสำหรับผู้ที่จะเดินทางโดยตลอดจากอินเดียไปยังจีน หรือสำหรับผู้ที่จะรอคอยลมมรสุมเปลี่ยนหรือสำหรับผู้ที่จะเดินทางเพียงครึ่งทางเท่านั้นแต่จะได้พบปะกับพวกพ่อค้าด้วยกัน ที่พักครึ่งทางแห่งนี้ อาทิ พ่อค้าชาวจีนสามารถลงมาทางใต้ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือน เมษายน ทำธุรกิจของตนให้เสร็จเรียบร้อยแล้วเดินทางกลับได้ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือน สิงหาคม  ด้วยเหตุนี้มาเลเซียจึงก้าวเข้ามามีความสำคัญในประวัติศาสตร์โลก       เพราะมี ข้อได้เปรียบจากสภาพทางภูมิศาสตร์เอื้ออำนวย อันที่จริงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของมาเลเซียนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะต้องคำนึงถึงถ้าเราต้องการจะเข้าใจอดีตและแม้แต่ปัจจุบันหรืออนาคตของมาเลเซีย ภูมิศาสตร์ได้ชักนำมาเลเซียให้เข้ามาสู่เวทีประวัติศาสตร์โลกและภูมิศาสตร์ที่ไม่มีประเทศอื่นขนาบแต่                         เปิดโล่งให้แก่โลกภายนอก ดังนั้น มาเลเซียจึงได้สัมผัสกับอารยธรรมต่างๆและคนชาติต่างๆมากใน ประวัติศาสตร์สมัยแรกๆ ของมาเลเซีย คนชาติต่างๆ เหล่านี้นำเอาวัฒนธรรมและอารยธรรมการค้าและ   การพาณิชย์ ศาสนาต่างๆ และระบบการเมืองต่างๆ มาให้มาเลเซีย ต่อมาก็มีผู้คนจากอินเดียและจีนเขามา  ตั้งถิ่นฐาน ในชั้นแรกยังมีจำนวนเพียงเล็กน้อย แต่ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19  เมื่อแหล่งแร่และแหล่งกสิกรรมของมาเลเซียถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นกิจจะลักษณะแล้วจึงมีผู้เข้ามาตั้งหลักแหล่งกันเป็น จำนวนมากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของมาเลเซียยังทำให้มาเลเซียได้รับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ประยุกต์    นับแต่ช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 19  อีกด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้มาเลเซียกลายเป็นประเทศที่มีมาตรฐาน     การครองชีพสูงที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียทุกวันนี้การที่ที่ตั้งของมาเลเซียอยู่ใกล้เส้นทางการค้าระหว่าง ตะวันออกกับตะวันตก ย่อมหมายถึงว่ามาเลเซียได้เรียนรู้สิ่งประดิษฐ์ของยุโรปสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 อย่างรวดเร็ว ฉะนั้น จากสภาพภูมิศาสตร์จึงทำให้มาเลเซียมีพลเมืองหลายชาติหลายภาษา และกลายเป็น ประเทศที่เศรษฐกิจก้าวหน้ามากที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย หากย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ทางการเมืองและประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจของมาเลเซีย เราก็จะได้เห็นว่า เส้นทางการค้าและการเดินทางสำรวจมีอิทธิพลต่อฐานะของมาเลเซียในโลกอย่างไร เราจะเห็นว่ามลายูและบรูไนรุ่งเรืองนับแต่ในสมัยที่มีสุลต่านปกครองมะละกาเมื่อการค้าระหว่างตะวันออกกับตะวันตกผ่านเข้ามาทางช่องแคบมะละกาและมะละกาเองก็เป็นเมืองท่าสำหรับหมู่เกาะทั้งหมดด้วยต่อมาเมื่อการค้าของเขตนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของชาวฮอลันดา เส้นทางการค้าที่สำคัญระหว่างตะวันออกและตะวันตกได้ผ่านไปทางช่องแคบซุนดาทำให้ปัตตาเวีย (จาการ์ตา) เจริญรุ่งเรืองขึ้น ส่วนมะ ละกาและบรูไนก็เสื่อมลง การเปลี่ยนแปลงยังเกิดขึ้นต่อไปอีกเมื่อมลายูเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในทางการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่งเมื่ออังกฤษรื้อฟื้นความสนใจของตนในมาเลเซียในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18  การก่อตั้งถิ่นฐานในปีนังและสิงคโปร์ได้ทำให้การค้ากลับคืนสู่ช่องแคบมะละกามากขึ้นและในที่สุดก็ทำให้เกิดการพัฒนาสินแร่อันอุดมสมบูรณ์ของมาเลเซียสมัยใหม่  และในระยะเดียวกันนี้ชาวอังกฤษได้เริ่มให้ความสนใจซาราวักและซาบาห์อันนำไปสู่การมีอิทธิพลของอังกฤษขึ้นที่นั่น เพราะฉะนั้น ฐานะของมาเลเซียในประวัติศาสตร์จึงขึ้นๆลงๆ ตามความสนใจของชาติมหาอำนาจและการล่าอาณานิคมเมืองขึ้นจากโลกตะวันตก                                                                                                                             นอกจากนี้การแผ่ขยายของศาสนาอิสลามทำให้เกิดการก่อตั้งระบบสุลต่าน หรืออิทธิพล จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษซึ่งทำให้เกิดการก่อตั้งสเตรตส์ เซ็ตเติลเมนท์ (Straits settlements)    อันเป็นการกำหนดท่าทีอย่างชัดเจนของอังกฤษต่อภูมิภาคส่วนนี้ยังผลให้เกิดอิทธิพลการคุ้มครองของ อังกฤษเหนือรัฐมลายูจนกระทั่งถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19    จีนจึงเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อมาเลเซียแต่ยังนับว่า น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับอิทธิพลของอินเดียและถึงแม้ว่ามาเลเซียจะตั้งอยู่ครึ่งทางระหว่างจีนกับอินเดีย แต่ในระหว่างศตวรรษก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19  นั้นอินเดียก็ยังมีอิทธิพลอยู่ในคาบสมุทรและหมู่เกาะของมาเลเซียมากกว่าจีนอยู่นั่นเอง
ที่มา
วิทย์   บัณฑิตกุล.   ประวัติศาสตร์มาเลเซีย.  พิมพ์ครั้งที่1.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์. หน้า13